2 เหตุการณ์เครนถล่มซ้ำซ้อน นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) แนะกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานเกี่ยวข้อง“ตั้งหลัก” ทบทวนรากของปัญหา
หยุดซ้ำซาก ต้องไม่รอด-ไม่คุ้ม กับ‘สมุดพก’ที่ไม่ควรมีแค่ผู้รับเหมา
เครนก่อสร้างรางรถไฟความเร็วสูงช่วง อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา พังทับรถไฟที่วิ่งอยู่ด้านล่างเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 30 ราย ไม่ถึง 24 ชม. เกิดเหตุคานปูนและเครน ซึ่งเป็นชิ้นส่วนและอุปกรณ์ก่อสร้างทางยกระดับพระราม 2 ถล่มลงมาทับรถยนต์ที่สัญจร มีผู้เสียชีวิต 2 ราย
เหตุการณ์ซ้ำ ๆ ซาก ๆ จากผู้รับเหมารายเดิม ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ปลุกกระแส‘เลิก’ถอดบทเรียน เรียกร้องการลงโทษ หยุดผู้สูญเสีย…รายต่อไป
“ทีมข่าวอาชญากรรม” มีโอกาสสอบถามมุมมองความปลอดภัยของคนเดินทาง โดยเฉพาะเหตุการณ์ซ้ำรอยที่เกิดขึ้นกับถนนเส้นเดิม และผู้รับเหมาหน้าเดิม นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) แนะให้มาตรการระงับก่อสร้างรอบนี้ เป็นโอกาสให้กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานเกี่ยวข้อง “ตั้งหลัก” ทบทวนถึงรากของปัญหาที่มีหลายเรื่องเกี่ยวพันกัน
โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยที่จะมีประเด็นเชื่อมโยงกับการออกแบบและการดูแลรักษา ซึ่งโดยหลักการเชื่อว่ามีมาตรฐานทางวิศวกรรม แต่ปัญหาคือระบบกำกับให้เป็นไปตามขั้นตอนปฏิบัติ
ทั้งนี้ สะท้อนหนึ่งระบบกำกับที่พูดถึงกันมาก คือ“สมุดพก”ของผู้รับเหมาเพื่อโยงไปสู่บทลงโทษ หรือขึ้นบัญชีดำ(Blacklist) ว่าเป็นอีกเครื่องมือแต่ไม่ใช่ “ยาวิเศษ” หรือ “สูตรสำเร็จ” เพราะอีกด้านของสมุดพกมีส่วนที่ต้องระวัง
ยกตัวอย่าง การตัดคะแนนหากก่อสร้างล่าช้า ความล่าช้าเกิดได้หลายปัจจัย โดยเฉพาะจากภาครัฐอย่างเรื่องการเวนคืน หรือถูกคู่เทียบร้องเรียน จนเริ่มต้นได้ช้า สิ่งที่ตามมาคือต้องเร่งงาน จนฝ่าฝืนบางข้อกำหนดความปลอดภัย เช่น ข้อห้ามยกของหนักช่วงมีการสัญจรภาคพื้นของรถยนต์ รถไฟ ที่อาจถูกละเลย เพราะคำนวณว่าไม่น่าจะเกิดเหตุขึ้น เป็นต้น พร้อมเสนอสิ่งที่ต้องควบคู่ไปกับสมุดพก เพื่อให้การกำกับมีประสิทธิภาพเชิงป้องปรามได้จริงคือ ต้องทำให้คนที่ถูกกำกับ “ไม่รอด” และ “ไม่คุ้ม”
ไม่รอด คือ การมีเครื่องมือ มีระบบตรวจสอบได้หากกระทำความผิด เช่น การมีกล้องวงจรปิดตรวจสอบ ไม่ให้มีการลักลอบทำงานในเวลาที่ห้าม หรือเมื่อรับแจ้งเบาะแสจากประชาชนกรณีพบฝ่าฝืนก็ต้องให้รู้ว่าจะไม่รอด อย่างไรก็ตาม ผู้รับเหมาไม่ซีเรียสหากไม่รอด เพราะบทลงโทษอาจเล็กน้อย แต่ถ้า “ไม่คุ้ม” ต้องมีบทลงโทษหนัก ให้ถึงขั้น “ล้มละลาย” หรือถูกฟ้องร้องเป็นหลัก เพื่อให้รู้ว่าไม่คุ้มที่จะเสี่ยง ขณะที่ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีทั้งสองอย่าง เพราะยังทั้งรอดทั้งคุ้ม
“คิดว่าระบบกำกับที่จะมีประสิทธิภาพต้องสร้างเครื่องมือที่ทำให้เขารับรู้ได้ว่า การฝ่าฝืนไม่รอดและไม่คุ้ม”
ผู้จัดการ ศวปถ. มองเครื่องมือของรัฐในการกำกับสามารถทำได้ตั้งแต่การอนุญาต การตรวจสอบระหว่างทำงาน และหลังทำงานเมื่อเกิดเหตุ “หัวใจสำคัญ” คือ ไม่ว่าจะเหตุเล็กหรือใหญ่ ควรมีองค์กรอิสระที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญสาขานั้น ๆ ไปตรวจสอบ พร้อมเห็นด้วยกับการผลักดันให้มีองค์กรอิสระด้านความปลอดภัย เพราะในสากลการตรวจสอบไม่ว่าจะเหตุจากการบิน รถ ราง หรือเรือ ควรเป็นหน้าที่องค์กรอิสระ ไม่ใช่หน่วยปฏิบัติตรวจสอบกันเอง ซึ่งไม่นำไปสู่ความจริงและการเปลี่ยนแปลง
ย้ำว่าการมีองค์กรอิสระมาตรวจสอบจะเป็นหลักประกันให้สังคมได้รับคำตอบ และโยงไปสู่ความรับผิดชอบว่า “ไม่รอด” และ “ไม่คุ้ม”
อีกจุดใหญ่ของปัญหา ผู้จัดการ ศวปถ. มองไปที่การสัมปทานของรายใหญ่ที่มักจ้างผู้รับเหมารายย่อย (Subcontractor) ต่อจำนวนมาก อย่างงานก่อสร้างเคสพระราม 2 มีถึง 14 ราย ปัญหาคือบางรายทำไม่ทัน มีผลต่อความเชื่อมโยงของการทำงาน จึงเสนอควรทบทวนใหม่ให้การสัมปทานและการอนุญาตจ้างผู้รับเหมารายย่อย แต่เจ้าของสัมปทานยังต้องมีหน้าที่ควบคุมทุกราย และเป็นตัวหลักที่ต้องรับผิดชอบเมื่อเกิดเหตุ เพื่อให้เจ้าของสัมปทานมีระบบกำกับผู้รับเหมารายย่อยอีกชั้น
สุดท้ายสะท้อนว่า เพียงสมุดพกผู้รับเหมาอาจไม่เพียงพอ เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่กำกับต้นสัญญาก็ควรมีสมุดพก เพื่อส่งการบ้านว่าได้ลงไปตรวจสอบ กำกับ ปฏิบัติงานกี่ครั้ง อย่างไรบ้าง หรือหากเป็นไปได้ ฝ่ายการเมืองก็ควรมีสมุดพกเพื่อส่งงานเช่นกัน
ที่มา : https://bit.ly/3YObivb

