‘หมวก 1: 1’ คุ้มจริงหรือ? ราคาถูกได้ของเนียนเท่เหมือนแท้..แต่อาจต้องจ่ายแพงกว่าด้วย‘ชีวิต’
นับตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 เป็นต้นมา หากใครได้เข้าไปดูตามเพจหรือกลุ่มเฟซบุ๊กของผู้ใช้มอเตอร์ไซค์เป็นยานพาหนะ จะเห็น “ดราม่า”หรือข้อถกเถียงเรื่อง “หมวก 1 : 1” ที่หมายถึง “หมวกกันน็อกเลียนแบบหมวกแท้แบรนด์ดัง”หน้าตาลวดลายเหมือนกันเป๊ะๆ แต่ราคาถูกกว่าของแท้ ซึ่งก็มีทั้งฝ่ายที่เรียกร้องชาวไบค์เกอร์ทั้งหลายให้หลีกเลี่ยงการใช้หมวกประเภทนี้เพราะได้ไม่คุ้มเสีย ใส่เท่ๆ หล่อๆ แต่ล้มมาเสี่ยงเสียชีวิตสูงเพราะไม่มีมาตรฐานใดๆ รับรองคุณภาพด้านความปลอดภัย และฝ่ายที่โต้แย้งว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล อีกทั้งมองว่าหมวกกันน็อกไม่ว่าแท้หรือเทียมเกิดอุบัติเหตุมาก็ตายเหมือนกันหมด
– ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ? : หากดูสถิติของกรมการขนส่งทางบก จะพบว่า “มอเตอร์ไซค์เป็นพาหนะหลักในการเดินทางของคนไทย” เช่น หากนับยอดจดทะเบียนรถสะสมนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลจนถึง ณ สิ้นปี 2568 ประเทศไทยมีมอเตอร์ไซค์จดทะเบียนมากถึง 23,275,589 คัน คิดเป็นร้อยละ 51.1 ของจำนวนรถทุกประเภทจดทะเบียนสะสมทั้งหมด 45,517,398 คัน และตลอดทั้งปี 2568 ที่ผ่านมา มีมอเตอร์ไซค์จดทะเบียนใหม่ทั้งสิ้น 1,736,355 คันคิดเป็นร้อยละ 71.9 ของจำนวนรถทุกประเภทจดทะเบียนใหม่ในปีเดียวกัน 2,415,860 คัน
แต่อีกด้านหนึ่ง “ชีวิตคนไทยก็สูญเสียด้วยอุบัติเหตุจากการขับขี่มอเตอร์ไซค์ไปมากเช่นกัน”ดังข้อมูลในปี 2562 โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า “ประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากมอเตอร์ไซค์สูงที่สุดในโลก” และตัวเลขประมาณการในปี 2564 องค์การอนามัยโลกชี้ว่า ร้อยละ 83.8 ของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนใช้มอเตอร์ไซค์เป็นพาหนะ และล่าสุดตามรายงานข่าวจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ระบุว่า “ในปี 2568 ที่ผ่านมา ร้อยละ 81.1 ของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนทั้งหมด 15,534 ราย เป็นผู้ใช้มอเตอร์ไซค์”โดยในจำนวนนี้ “ไม่สวมหมวกกันน็อกเป็นส่วนใหญ่” ถึงร้อยละ 79.3
– มาตรฐานหมวกกันน็อก : ปัจจุบันหมวกกันน็อกถือเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ตั้งแต่รถเล็กใช้งานในครัวเรือนไปจนถึงรถขนาดใหญ่ (บิ๊กไบค์) ซึ่งแต่ละประเทศจะมีการกำหนดให้ผู้ผลิตต้องผ่านการทดสอบเพื่อรับรองมาตรฐาน เช่น สหรัฐอเมริกา หมวกกันน็อกที่วางจำหน่ายจะต้องมีสัญลักษณ์ “DOT” ซึ่งหมายถึงผ่านมาตรฐานความปลอดภัยยานยนต์ของรัฐบาลกลางสหรัฐ ลำดับที่ 218 (FMVSS No.218) นอกจากนั้นยังมี สำนักงานบริหารความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติสหรัฐ (NHTSA) ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพของหมวกกันน็อกทั้งแบบสุ่มตรวจและตรวจสอบตามข้อร้องเรียนของประชาชนเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณะ ,
อังกฤษ ปัจจุบันมีมาตรฐานรับรองหมวกกันน็อกอยู่ 3 มาตรฐาน คือ 1.British Standard BS 6658:1985 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่อังกฤษกำหนดขึ้น โดยหมวกที่ผ่านการรับรองจะได้รับเครื่องหมายBSI Kitemark 2.UNECE Regulation 22.05 ซึ่งเป็นมาตรฐานของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจแห่งสหประชาชาติประจำยุโรป (UNECE) และ 3. UNECE Regulation 22.06 ซึ่งเป็นมาตรฐานล่าสุดของ UNECE ,
ญี่ปุ่น หมวกกันน็อกที่วางจำหน่ายในท้องตลาดจะมีเครื่องหมายรับรองมาตรฐานภาคบังคับ 3 รูปแบบคือ “JIS” หรือ “PSC” หรือ “S” โดยหมวกกันน็อกที่มีเครื่องหมาย JIS จะมีเครื่องหมายใดเครื่องหมายหนึ่งจากสองเครื่องหมายนี้ (PSC หรือ S) กำกับอยู่ด้วย ขึ้นอยู่กับว่าหมวกกันน็อกนั้นผลิตขึ้นเมื่อใด นอกจากนั้นยังมี “SG” ซึ่งเป็นมาตรฐานภาคสมัครใจเพิ่มเติมเข้ามา , ไทย ต้องมีเครื่องหมาย “มอก. 369 – 2557” หมายถึงได้รับการรับรองจาก สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เป็นต้น
– “หมวกเลียนแบบ” ได้ไม่คุ้มเสีย: นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ในประเด็นค่านิยมการใช้หมวกกันน็อกที่เรียกกันว่าหมวก 1 : 1 ซึ่งคุณหมอบอกว่า “เป็นห่วง” เพราะหมวกที่ผลิตเลียนแบบแบรนด์ดัง แม้รูปทรงจะดูสวยดูเท่เหมือนกับหมวกของแท้แต่ไม่ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานใดๆ
“มาตรฐานคือมีการตรวจที่สำคัญ คือการตรวจความแข็งแรง อย่างแรกคือทดสอบเปลือกนอกว่าแข็งแรงไหม? โดยการเอาของแข็งมากระแทกว่ามันแตกไหม? อันที่สองคือทดสอบโฟม ดูการดูดซับ แล้วก็ทดสอบสายรัดคาง อันที่สี่คือทดสอบพวกช่องลมหรือการทำให้เกิดเสียง ถ้าหมวกก็อปละเลยมันก็จะทำให้มีเสียงรบกวนเวลาขับ ช่องเป็นการระบายลมที่เข้า พวกนี้จะทำให้ทั้งเรื่องของความร้อน เรื่องของเสียงที่ไม่ได้มาตรฐาน” นพ.ธนะพงศ์ อธิบาย
ผู้จัดการ ศวปถ. กล่าวต่อไปว่า “หากผู้ใช้งานหมวก 1 : 1 เผลอคิดไปว่ามีคุณสมบัติเทียบเท่าหมวกกันน็อกแบรนด์ดังที่เป็นของแท้ ก็จะทำให้ขาดความระมัดระวังในการขับขี่” ยังไม่ต้องนับว่าแม้กระทั่งหมวกกันน็อกที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน ในการทดสอบก็ทดสอบเพียงแรงปะทะที่เกิดจากการใช้ความเร็วระดับมาตรฐาน ดังนั้นการขับขี่ด้วยความเร็วสูงต่อให้สวมหมวกกันน็อกของแท้ยังเป็นอันตรายมาก เช่น การชนที่ความเร็ว 50 กม./ชม. จะเทียบได้กับการตกตึก 5 ชั้น หรือการชนที่ความเร็ว 80 กม./ชม. จะเท่ากับตกตึก 8 ชั้น เป็นต้น การใช้หมวกเลียนแบบที่ไม่มีมาตรฐานใดๆ รับรอง ความเสี่ยงย่อมต้องสูงขึ้นไปอีก
– “ใส่หมวกแท้หรือหมวกเลียนแบบชนมาก็ตายเหมือนกัน” ความเชื่อที่เป็นจริงเพียงบางส่วน : จริงอยู่ที่การขับขี่ด้วยความเร็วสูงไม่ว่าหมวกกันน็อกของแท้หรือหมวก 1 : 1 ที่เป็นของเลียนแบบ เมื่อเกิดการเฉี่ยวชนผู้ขับขี่ล้วนมีโอกาสสูงที่จะเสียชีวิต แต่ในความเป็นจริงในช่วงก่อนเกิดเหตุผู้ขับขี่จะพยายามเบรก เช่น ขี่มาด้วยความเร็ว 80 กม./ชม. แล้วเบรกก่อนชน แรงปะทะสุดท้ายอาจเหลือเพียง 30 – 40 กม./ชม. ก็ได้ หรือไม่มีการชนแต่มอเตอร์ไซค์ล้มหัวกระแทกพื้น จุดนี้หมวกกันน็อกที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจะช่วยลดโอกาสสูญเสียลงได้
“สิ่งที่มักจะเกิดเสมอเวลาที่เกิดอุบัติเหตุคือไม่ใช่ชนแบบปะทะอย่างเดียว มันจะทำให้เสียหลักแล้วหัวฟาดพื้น การเสียชีวิตที่ผ่านมา มอเตอร์ไซค์ครึ่งหนึ่งที่ตายมาจากการบาดเจ็บที่ศีรษะ (Head Injuries) ก็คือการไม่ใส่หมวก ฉะนั้นที่เขาบอกใส่ๆ ไปก่อน อันนั้นก็อาจมีข้อดีส่วนหนึ่ง แต่ก็ไม่อยากให้มองตรงนี้ คือถ้าคุณจะใช้เงิน 2,000 ไปซื้อหมวก 1 : 1 คุณไปซื้อหมวกที่มีมาตรฐานแต่ก็ยังสวยอยู่ ผมอยากชวนให้มองประเด็นนี้ ราคา 2,000 มันมีหมวกที่มีมาตรฐาน มอก. นะ” นพ.ธนะพงศ์ กล่าว
นพ.ธนะพงศ์ กล่าวเสริมว่า “และแม้จะเป็นหมวกกันน็อกที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน เมื่อผ่านไปจุดหนึ่งก็ยังเสื่อมสภาพได้” ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ที่ 3 – 5 ปี ดังนั้น “ไม่ควรใช้หมวกกันน็อกใบเดิมเกิน 5 ปี”เพราะโฟมในหมวกจะสูญเสียคุณสมบัติในการดูดซับแรง หรือ “หากระหว่างใช้งานแล้วเกิดอุบัติเหตุศีรษะกระแทกก็ให้เปลี่ยนหมวกใบใหม่ทันที” เพราะเนื้อโฟมถุกใช้เพื่อดูดซับแรงไปแล้ว
สำหรับคำแนะนำในการเลือกซื้อหมวกกันน็อก 1.ตรวจสอบเครื่องหมาย มอก. และ QR Code :หมวกต้องมีตรา มอก. และตั้งแต่เดือนมกราคม2564 เป็นต้นมา สมอ. กำหนดให้ต้องมี QR Code บนตัวสินค้าเพื่อให้ประชาชนสแกนตรวจสอบข้อมูลผู้ผลิตและรุ่นที่ได้รับอนุญาตได้ทันที 2.เลือกจากร้านที่น่าเชื่อถือ (Certified Shop) : แนะนำให้ซื้อจากร้านที่ได้รับการรับรองจาก สมอ. หรือร้านค้าปลีกที่มีโครงสร้างพื้นฐานน่าเชื่อถือ
3.ความเหมาะสมกับศีรษะ : ควรเลือกหมวกที่มีขนาดพอดีกับศีรษะ ไม่หนักเกินไป และมีสายรัดคางที่แข็งแรง (กว้างอย่างน้อย 22 มม. ตามร่างมาตรฐานใหม่) และ 4.ระวังการสั่งซื้อออนไลน์ : หากซื้อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ให้ตรวจสอบเอกสารรับรองของผู้ขาย และระวังสินค้าที่ราคาถูกผิดปกติซึ่งมักเป็นของไม่ได้มาตรฐาน หากพบสินค้าต้องสงสัยสามารถแจ้งผ่านระบบ “มอก. Watch”ได้
– “รัฐต้องกวดขัน – แพลตฟอร์มต้องมีธรรมาภิบาล” ไม่ให้สินค้าไม่มีมาตรฐานไปถึงมือผู้บริโภค :นอกจากการแก้ไขค่านิยมส่วนบุคคลแล้ว นพ.ธนะพงศ์ ยังเรียกร้องไปถึงภาครัฐ เรื่องนี้ไม่ต่างกับสินค้าเลียนแบบที่ประเทศไทยถุกต่างชาติกดดันให้กวดขัน “ยิ่งเป็นสินค้าเลียนแบบที่ส่งผลต่อชีวิตคนยิ่งต้องกวดขันอย่างจริงจัง” แต่สินค้าที่มีมาตรฐานอย่างน้อยก็ผ่านการทดสอบ ดังนั้นจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเอาผิดแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ปล่อยให้ขายสินค้าไม่ได้มาตรฐาน อีกด้านหนึ่งแพลตฟอร์มก็ต้องมีธรรมาภิบาล ไม่ปล่อยให้ขายสินค้าไม่มีคุณภาพหรืออันตราย
“ไม่ใช่ขายได้ทุกอย่าง หมวกปลอมก็ขายได้ ถ้าคุณเป็นแพลตฟอร์มอย่างนี้ผมว่าไม่ควร” ผู้จัดการ ศวปถ. ฝากทิ้งท้าย
เขียนโดย บัญชา จันทร์สมบูรณ์
อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ : blog.cofact

